การวางแผนเกี่ยวกับภาษีนิติบุคคล

 



ภาษีเงินได้นิติบุคคลประเภทต่างๆ

   
  • นิติบุคคลจะต้องเสียภาษีในหนึ่งหรือสองวิธีขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ประกอบธุรกิจ "ในประเทศ" หรือ "นอกประเทศ" ของประเทศไทย คำจำกัดความที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรของคำว่า "การประกอบธุรกิจในประเทศไทย" มีความหมายกว้างขวางมากและกำหนดไว้ว่า "ในกรณีที่บริษัทที่เป็นนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนที่จัดตั้งภายใต้กฎหมาย ต่างประเทศ ซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศไทย มีลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้แทนและได้รับรายได้หรือผลประโยชน์ในประเทศไทย บริษัทนิติบุคคลดังกล่าวหรือห้างหุ้นส่วนจะถือว่าดำเนินธุรกิจในประเทศ ไทย...."

  • บริษัทที่ดำเนินธุรกิจ "นอกประเทศ" ต้องชำระภาษีนิติบุคคลทั่วไปและต้องหักเงินตามอัตราที่กำหนด ณ ที่จ่ายเป็นภาษีเงินได้จากการทำธุรกรรม หน่วยงานนอกประเทศที่ได้รับรายได้จากประเทศไทยต้องจ่ายภาษีเงินได้ที่อัตรา คงที่จากรายได้รับรวม และฝ่ายที่อยู่ในประเทศไทยที่จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย

 

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคลเรียกเก็บจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จด ทะเบียนภายใต้กฎหมายไทย หรือที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย แม้ว่าจะจัดตั้งภายใต้กฎหมายต่างประเทศก็ตาม นอกจากนี้ยังเรียกเก็บภาษีจากสมาชิกของกิจการร่วมค้าแบบไม่จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน มูลนิธิและสมาคมที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ ในกรณีที่หน่วยงานที่ต้องเสียภาษีนั้นจดทะเบียนจัดตั้ง หรือจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของต่างประเทศ แต่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ก็จะต้องเสียภาษีเฉพาะรายได้หรือผลกำไรที่ได้รับในประเทศไทย

อัตราภาษีนิติบุคคล

  • บริษัทและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนทุกแห่งไม่ว่าจะจดทะเบียนไว้ในตลาดหลัก ทรัพย์หรือไม่ก็ตามต้องจ่ายภาษีที่อัตราคงที่ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ

  • มีข้อกำหนดเฉพาะบางประการสำหรับการหักภาษีมาตรฐานสำหรับบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนที่จัดตั้งในต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่ไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายสำหรับปีภาษี การหักเงินภาษีมาตรฐานนี้จะอนุญาตให้ทำได้ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรมทาง ธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ ผลกำไรสุทธิที่ได้จะถูกหักภาษีที่อัตราปกติคือ ร้อยละ 30

  • บริษัทไทยหรือบริษัทต่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยที่ไม่ยื่นขอคืนภาษีตามกฎหมายอาจถูกประเมินภาษี เงินได้ที่อัตราร้อยละ 5 ของรายรับรวมหรือยอดขายรวม โดยไม่มีการหักเงินใดๆ ทั้งนี้ต้องได้รับอนุมัติโดยอธิบดี

  • ธุรกิจบางประเภทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายรับรวมหรือยอดขายรวม แทนที่จะคิดจากกำไรสุทธิ ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าระหว่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 3 จากรายรับรวมที่ได้จากยอดรวมของค่าขนส่งหรือจำนวนผู้โดยสารที่ขนส่งออกนอก ประเทศไทย มูลนิธิและสมาคมต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตราร้อยละ 2 หรือร้อยละ 10 จากรายรับรวม ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรมทางธุรกิจที่ตนเกี่ยวข้อง วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5,000,000 บาทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตราก้าวหน้า ที่อัตราร้อยละ 15 สำหรับกำไรสุทธิที่ได้รับ 1,000,000 บาทแรก และร้อยละ 25 สำหรับกำไรสุทธิที่เกิน 1,000,000 บาทจนถึง 3,000,000 บาท และร้อยละ 30 สำหรับกำไรสุทธิที่เกิน 3,000,000 บาท อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2548 อัตราภาษีร้อยละ 20ที่เรียกเก็บจากกำไรสุทธิสำหรับ 1,000,000 บาทแรกของ SMEs จะลดลงเหลือแค่ร้อยละ 10 เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติจะลดลงเป็นร้อยละ 25 สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนใน SET อยู่แล้วและบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ และร้อยละ 20 สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนใน MAI อย่างไรก็ดีบริษัทจดทะเบียนที่มีสิทธิจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

  • การกำหนดกำไรสุทธิสำหรับการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลมักเรียกเก็บจากผลกำไรสุทธิของธุรกิจสำหรับรอบปี ภาษีหนึ่งๆ รอบปีภาษีอาจเป็นช่วงสิบสองเดือนใดๆ ตามที่บริษัทเลือกก็ได้ กำไรสุทธิจะต้องได้รับการตรวจสอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร แนวคิดแบบรายได้รวมจะถูกนำมาใช้และกำไรทางเศรษฐกิจที่ได้จริงทั้งหมดถือว่า เป็นรายได้ (รวมทั้งกำไรส่วนเกินทุน) ไม่ว่าเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราว ภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนมากมักคำนวณตามเกณฑ์คงค้าง เช่น รายได้ค้างรับในรอบการทำบัญชีรอบหนึ่งรอบใดจะรวมเป็นรายได้ในรอบนั้นๆ ไม่ว่าจะได้รับแล้วหรือไม่ และค่าใช้จ่ายอาจหักค่าใช้จ่ายที่ค้างจ่ายไม่ว่าได้จ่ายจริงหรือไม่

  • สำหรับกรณีทั่วไป ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้ได้มาซึ่งผลกำไรหรือได้จาก การประกอบธุรกิจในประเทศไทย (นอกเหนือจากที่ยกเว้นเป็นกรณีเฉพาะ) จะหักออกเพื่อกำหนดกำไรสุทธิ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ ที่ถือว่าเป็นหนี้สูญและค่าเสื่อมราคาที่อัตราสูงสุดตั้งแต่รอยละ 5-20 ต่อปี (ขึ้นอยู่กับรายการ) จะได้รับอนุญาตให้หักออกได้ วิธีการทำบัญชีใดๆ อาจนำมาใช้เพื่อคำนวณค่าเสื่อมราคา ตราบเท่าที่การเสื่อมราคานั้นไม่เร็วไปกว่าที่กำหนดโดยการใช้วิธีแบบเส้นตรง ตามอัตราที่กำหนดในประมวลรัษฎากร โดยรายการต่อไปนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้หัก

  • • เงินสำรอง (นอกเหนือจากที่กำหนดโดยกฎหมาย) • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว รวมทั้งของกำนัลสำหรับลูกค้า • ของกำนัลที่ให้แก่สถาบันการกุศลที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ • ค่าใช้จ่ายทุนที่ไม่ใช่เพื่อการบำรุงรักษา • ภาษีเงินได้นิติบุคคล ค่าปรับ เงินเพิ่มและค่าปรับทางอาญา

  • สิ่งที่ควรปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรอง จนถึงสูงสุดระหว่างร้อยละ 0.3 ของรายได้รวมและทุนที่ชำระแล้วของบริษัท แล้วแต่ว่ากรณีใดสูงกว่า สามารถหักได้ถ้าค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจำเป็นสำหรับธุรกิจประเภทนั้น แต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรองสามารถหักได้จนถึงเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น หนี้สูญบางอย่างมักตัดบัญชีได้ถ้าได้มีการใช้พยายามอย่างเหมาะสมในการ เรียกร้องให้มีการชำระหนี้หรือในกรณีที่เห็นชัดเจนว่าไม่สามารถเรียกให้ชำระ หนี้ได้ เช่นในกรณีล้มละลายหรือเสียชีวิตของลูกหนี้

Pac Quality Group

ก้าวสู่มาตรฐานและการบริการที่เป็นเลิศ  

  • ประวัติความเป็นมา
    วิสัยทัศน์
  • สิ่งที่ท่านกังวล...
    เมื่อทำธุรกิจ..
  • ท่านได้อะไร...
    เมื่อทำบัญชีกับเรา...